หงส์แดง ลิเวอร์พูล จารึกชื่อเป็นเจ้าของตำเเหน่งเเชมป์ ยูฟ่า เเชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018-19 อย่างเป็นทางการหลังเกมรอบชิงชนะเลิศที่ อิสตันบลู หลังเป็นฝ่ายเอาชนะ สเปอร์ไปได้ 2-0

จากชัยชนะในเกมดังกล่าวทำให้พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นเจ้ายุโรปสมัยที่ 6 ซึ่งเป็นทีมจากอังกฤษที่เคยทำได้ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้างในเเต่ละเกม เราต้องย้อนไปดูเส้นทางของพวกเขา

ทัพหงส์แดง ได้ผ่านเข้ามาเล่นในฤดูกาลนี้ด้วยการจบอันดับที่ 4 ในลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้คว้าสิทธิ์ผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติอยู่ในกลุ่มซี ร่วมกับ เปแอสเช จากฝรั่งเศส, นาโปลี ของอิตาลี และ เซอร์เวน่า ซเวซด้า จากเซอร์เบีย

ซึ่งกลุ่มนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเเข็งมากเเต่ ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ผ่านเข้ารอบเเบบหวุดหวิด ด้วยการที 9 คะเเนนเท่ากับนาโปลี แม้เฮดทูเฮดจะเท่ากัน เเต่ เครื่องจักรสีเเดงหรือลิเวอร์พูลนั้น ยิงประตูมากกว่า เลยได้มีโอกาสเข้ารอบตามเเชมป์กลุ่มอย่าง ปารีส ที่เก็บได้ถึง 11 เเต้ม

ผลงานในรอบแบ่งกลุ่มของ ลิเวอร์พูล

18/09/18    ชนะ เปแอสเช 3-2 (เหย้า)
03/10/18    แพ้ นาโปลี 0-1 (เยือน)
24/10/18    ชนะ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 4-0 (เหย้า)
06/11/18    แพ้ เซอร์เวน่า ซเวซด้า 0-2 (เยือน)
28/11/18    แพ้ เปแอสเช 1-2 (เยือน)
12/12/18    ชนะ นาโปลี 1-0 (เหย้า)

การทะลุมาสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยการเป็นที่ 2 ของกลุ่มทำให้ลิเวอร์พูลต้องเจอทัพเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ทีมจากเมืองเบียร์หรือเยอรมันนั้นเอง ที่พวกเขานั้นทำผลงานด้วยการจบเป็นแชมป์กลุ่มอี ซึ่งเกมเเรกพลพรรคหงส์แดงยันเสมอกับเสือใต้ 0-0 ในบ้านของตัวเองได้ ทำให้ความกดดันนั้นไปอยู่กับทางด้าน บาเยิร์น มิวนิค เเทน ทัพหงส์เดินลงสนามอย่างมีความมั่นใจเเละความมั่นใจนั้น ทำให้ทัพหงส์เเดงยิง ทัพเสือใต้เเบบไม่ไว้หน้าเจ้าบ้าน 3-1 ทำให้สกอร์รวมผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายบวกกับกำลังใจอันเต็มเปี่ยม โดยลิเวอร์พูลจะผ่านเข้าไปพบกับ เอฟซี ปอร์โต้ อดีตแชมป์ยุโรบสองสมัย

รอบ 8 ทีมสุดท้าย ลิเวอร์พูล ลงเล่นด้วยความมั่นใจเก็บความได้เปรียบ 2-0 เหนือปอร์โต้ในบ้านของตัวเองก่อน จะบุกไปอัดปอร์โต้คาถิ่น 4-1 ทำให้สกอร์รวมเป็น 6-1 ทำให้ลิเวอร์พูลตีตั๋วผ่านสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายแบบสง่างาม เเต่เข้าไปเขาก็ต้องไปเจอด่านเเข็งอย่าง บาร์เซโลน่า ที่รออยู่ในรอบรองชนะเลิศ

เส้นทางของลิเวอร์พูลเดินทางมาไกลมากจนหลายๆคนก็คิดว่า พลพพรคหงส์เเดงคงมาไกลได้เท่านี้หลังไปบุกถิ่นของบาร์เซโลน่า แถมโดนอัดโชว์คาถิ่น คัมป์นู 3-0 ทำให้โอกาสผ่านเข้ารอบดูเลือนลางมาก โอกาสที่ลิเวอร์พูลจะผ่านเข้ารอบได้ต้องชนะ 4-0 อย่างเดียว หรืออย่างน้อยก็ต้อง 3-0 เพื่อที่จะมีลุ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ แถมเกมส์ในบ้านของตัวเองยังต้องขาดเเกนหลักถึง 2 ตัวอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ สองดาวยิงตัวเก่งของทีม

แต่ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เหมือนว่าเรายังไม่เต็มที่กับเกมเเรกเเละยังไม่ถอดใจ เมื่อเปิดแอนฟิลด์ไล่ยิง ทัพบาร์เซโลน่า แบบขายขี้หน้าที่อังกฤษ 4-0 โดยได้ประตูจาก ดิว็อค โอริกี้ และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ที่เหมาทำคนละสองประตู พลิกสถานการณ์ให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้แบบไม่มีใครคาดคิดด้วยสกอร์ 4-3

จากชัยชนะเหนือบาร์เซโลน่านั้นทำให้ทัพ ลิเวอร์พูล ไม่กลัวใครหน้าไหนในนัดชิงเเล้วพร้อมเเล้วกับการที่เข้าชิงในปีที่สองติดต่อกันหลังปีที่เเล้ว ทัพลิเวอร์พูลได้แพ้ในเรอัล มาดริด ในนัดชิงเมื่อปีที่เเล้ว แต่พอมาปีนี้ ลิเวอร์พูลเริ่มเกมได้ดีเพียงเเค่นาทีที่ 2 ทัพหงส์เเดงก็ได้จุดโทษออกนำ สเปอร์ไปก่อน 1-0 จากการสังหารของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ก่อนที่จะมาปิดเกมได้สำเร็จในนาทีที่ 87 จากลูกยิงสุดเด็ดขาดของ ดิว็อค โอริกี้ ดาวยิงตัวสำรองที่ซัดด้วยซ้ายเสียบโคนเสาเข้าไปเป็นการตอกย้ำชัยชนะ 2-0 ให้กับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล พร้อมทำให้ลิเวอร์พูลทำประวัติศาสตร์ใหม่กลายเป็นเจ้ายุโรปสมัยที่ 6 ได้สำเร็จ หลังต้องใช้เวลารอคอยถ้วยใบนี้มาถึง 14 ปี

ติดตามรับชม ไฮไลท์บอล ข่าวฟุตบอล วิเคราะห์บอล ใส่ใจทุกการรับชม ติดตามไฮไลท์ฟุตบอลและข่าวสารฟุตบอลของพวกเราเพิ่มเติม BALL24TH.COM